เทคนิค Iontophoresis
เทคนิค Ultrasonic
เทคนิค Chemical peeling
ฉีด Botox ลบรอยเหี่ยวย่นของใบหน้า
ฉีด Dermalive เพื่อลบร่องแก้ม
กำจัด ขนด้วยเครื่อง SpaTouch
รักษาสิวด้วยเครื่อง Clear Touch
ขัดหน้าด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion)
   << กลับหน้าแรก



เทคนิค Ultrasonic
      สำหรับนวัตกรรมเพื่อผิวสวยอีกอย่าง จัดว่ายังเป็นเทคนิคน้องใหม่ คือเริ่มนำมาใช้รู้จักกันราว 45 ปี เมื่อเทียบกับไอออนโตที่เริ่มรู้จักกันนับ 250 ปีมาแล้ว เทคนิคน้องใหม่นี้มีชื่อว่า "อุลตร้าโซนิค" (Ultrasonic) หรือในอีกชื่อก็คือ "โฟโน" (Phonophoresis)


      
      เทคนิค "อุลตร้าโซนิค" หรือ "โฟโน" นี้ คือหลักการนำคลื่นเสียงมารักษาโรคกล้ามเนื้อ,ข้อ และรักษาผิวหนัง โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเกินย่านที่หูคนเราจะได้ยิน คือเกิน 20 kHz ซึ่งเรียกคลื่นเสียงความถี่สูงนี้ว่าอุลตร้าซาวด์ (Ultrasound) เครื่องมือที่ทำให้เกิดคลื่นความถี่สูงนี้จะอาศัยหลักการคือใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นผลึกคริสตัล (crystal) เช่น ซิลิโคน ไดออกไซด์ (silicone dioxide) หรือควอทซ์ (quartz) กระแสไฟฟ้าจะทำให้ผลึกสั่นสะเทือนเกิดคลื่นเสียงความถี่สูงเกินกว่าที่หูคนเราจะได้ยินขึ้นมา

      ถ้าลองทดลองหยดน้ำเปล่าลงบนแหล่งกำเนิดเสียงของเครื่องอุลตร้าโซนิคนี้ จะพบว่าคลื่นเสียงความถี่สูงจะทำให้น้ำสั่นสะเทือนและระเหยเป็นไอ ในการนำเครื่องมือนี้มาใช้รักษาโรคจะใช้หัวของอุลตร้าโซนิคทาเจล, น้ำ หรือน้ำยา เจลและน้ำจะช่วยให้คลื่นเสียงสั่นลึกลงไปออกฤทธิ์ต่อเนื้อเยื่อได้ดีขึ้น และทำให้ตัวยาซึม ผ่านผิวหนังลงไปได้มากขึ้น

      กลไกที่อุลตร้าโซนิคช่วยให้ยาซึมผ่านลงไปได้มากขึ้นนั้น เข้าใจว่าเกิดเพราะ ความร้อน,การเปลี่ยนแปลงทางเคมี และแรงสั่นสะเทือน


      การนำอุลตร้าโซนิคหรือโฟโนมาช่วยทำให้ยาซึมผ่านผิวหนังลงได้มากขึ้นมีรายงานครั้งแรกใน ค.ศ. 1954 โดยนำเครื่องมือนี้มาใช้ทายาไฮโดรคอร์ติโซน อ้อยท์เม้นท์ (hydrocortisone ointment) ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ตัวหนึ่ง เพื่อรักษาอาการข้อนิ้วมืออักเสบ ต่อมาในระหว่าง ค.ศ. 1964 - 1993 ก็มีผู้ทดลองใช้เทคนิคคลื่นเสียงนี้กับการใช้ทายาชา พบว่าทำให้ยาชาออกฤทธิ์ได้มากขึ้น และใน ค.ศ. 1993 ก็มีการทดลองใช้เทคนิคนี้ทาเจลสเตียรอยด์อีกครั้ง พบว่าทำให้ยาดูดซึมผ่านได้มากขึ้น แต่ผลที่ได้นี้อาจไม่คุ้มกับการนำมาใช้รักษา มีผู้นำเทคนิคนี้มาใช้ในการรักษาแผลเน่าเปื่อย พบว่าทำให้แผลสะอาดและหายได้เร็วขึ้น

     ในปัจจุบันนี้เท่าที่นำเทคนิคอุลตร้าโซนิคมาใช้กันโดยเป็นที่ยอมรับทั่วไป ก็คือการนำมาใช้เพื่อทายารักษาโรค โดยหัวอุลตร้าโซนิคที่เป็นแหล่งกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง จะช่วยให้ยาซึมผ่านผิวหนังไปออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สามารถใช้รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ, ข้ออักเสบ, ข้อติด และ ลดอาการปวดได้ ซึ่งในกรณีเหล่านี้ต้องปรึกษาหน่วยกายภาพบำบัด ซึ่งควบคุมโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

      ส่วนในทางด้านผิวหนังนั้น นอกจากจะมีการนำเทคนิคคลื่นเสียงมาทดลองใช้ ในการรักษาโรคดังได้กล่าวไปแล้ว

       ในแวดวงความสวยความงามก็มีการนำเทคนิคอุลตร้าโซนิคมาใช้ในการปรับสภาพผิว โดยใช้ลดรอยแดงและผื่นแดงที่หน้า หรือลดแผลเป็นจากสิว หลังสิวหายจะเป็นรอยแดง เทคนิคนี้จะทำให้รอยแดงจางลงเร็วขึ้น, ใช้ลดรอยด่างดำบนใบหน้า, ใช้ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของใบหน้า, รอยตีนกา, รอยย่นรอบมุมปาก, รอยย่นที่หัวคิ้วและลำคอที่หย่อนยานเพราะคลื่นเสียงจะช่วยนวดเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ผิวหนัง ช่วยทำให้อาการมีถุงใต้ตาและขอบตาดำคล้ำดีขึ้น และอาจทำให้แผลเป็นนูนโตที่เรียกว่าคีลอยด์มีขนาดเล็กลงได้บ้าง

      สำหรับข้อควรระวังในการใช้เทคนิคอุลตร้าโซนิค คือ ไม่ควรทำบริเวณผิวหนังที่อักเสบและติดเชื้อ, บริเวณผิวหนังที่มีการไหลเวียนของโลหิต และมีความรู้สึกน้อยกว่าปกติ, ไม่ควรทำที่อวัยวะสืบพันธุ์ เหนือดวงตา ตำแหน่งหัวใจ, กระโหลกศีรษะ, ไขสันหลัง, หน้าท้องของหญิงมีครรภ์, ตำแหน่งที่เป็นมะเร็ง, ตำแหน่งที่หัวกระดูกในเด็กที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และในผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ

(บทความของ น.พ.ประวิตร พิศาลบุตร ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร "แพรว" 25/11/42)
.