เทคนิค Iontophoresis
เทคนิค Ultrasonic
เทคนิค Chemical peeling
ฉีด Botox ลบรอยเหี่ยวย่นของใบหน้า
ฉีด Dermalive เพื่อลบร่องแก้ม
กำจัด ขนด้วยเครื่อง SpaTouch
รักษาสิวด้วยเครื่อง Clear Touch
ขัดหน้าด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion)
   << กลับหน้าแรก


    สารพิษ Botox นี้ เดิมรู้จักในฐานะเป็นสารพิษ ผลิตโดยเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหารกระป๋อง ซึ่งทำให้เป็นอัมพาตถึงชีวิตได้ เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว จักษุแพทย์ทดลองใช้สารนี้ในขนาดต่ำ เพื่อรักษาอาการตาเข ประสาทแพทย์ใช้สารนี้รักษา อาการกล้ามเนื้อ ใบหน้าเกร็งครึ่งซึก ต่อมาแพทย์ ผิวหนัง ได้ใช้สารนี้รักษารอยย่นของใบหน้า ซีกบน ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ พบว่าได้ผลดี
ปลอดภัย แต่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องฉีดซ้ำ

การแก้ไขริ้วรอยเหี่ยวย่นด้วยสารโบท็อกซ์
     
       
เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว Dr. Alan Scott ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ได้ศึกษาวิธีการรักษาอาการตาเข (strabismus) โดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด และได้ทดลองใช้ botulinum A exotoxin โดยรายงานการทดลองครั้งแรกในปี พ.ศ. 2516 ในลิง ว่าสารพิษชนิดนี้รักษาอาการตาเขได้ และยังเสนอว่าน่าจะมีที่ใช้ในอีกหลายกรณี. ต่อมาในปี พ.ศ. 2520, 2521 ได้เริ่มมีผลงานวิจัยใน
มนุษย์
       ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 Dr. Jean Carruthers จักษุแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย British
Columbia ประเทศแคนาดา ได้รักษาผู้ป่วยอาการหนังตากระตุก (blepharospasm) รายหนึ่งด้วยสารพิษชนิดนี้ และผู้ป่วยสังเกตว่ารอยย่นที่หัวคิ้วของเธอดีขึ้น จึงได้ร่วมมือกับ
Dr. Alastair Carruthers ศึกษาผลของโบท็อกซ์ในการใช้รักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นของใบหน้า และเริ่มแสดงผลการศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533.

     โบท็อกซ์ (botox) คือ botulinum toxin ชนิด A เป็นผงปราศจาเชื้อของ purified botulinum toxin ชนิด A ซึ่งได้จากการเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum Hall strain ซึ่งเป็นแบคทีเรียกลุ่มเดียวกับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคบาดทะยัก แล้วนำสารละลายที่เพาะเลี้ยงเชื้อไว้มาผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์. โบท็อกซ์จะถูกผสมด้วยน้ำเกลือปราศจากยากันบูดก่อนใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ. สารพิษโบท็อกซ์นี้ เดิมวงการแพทย์รู้จักในฐานะเป็นสารพิษที่ผลิตโดยเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหารกระป๋อง ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะทำให้เป็นอัมพาตและถึงแก่ชีวิตได้
     
     
องค์การสหประชาชาติ ได้พยายามตรวจสอบหาแหล่งสะสมของสารพิษชนิดนี้จากการเพาะเลี้ยงเชื้อในประเทศอิรัก เพราะเกรงว่าจะมีการนำมาใช้ทำสงครามชีวภาพ ซึ่งจะเป็นมหันตภัยแก่มวลมนุษยชาติ. ขนาดของสารพิษที่ทำให้คนเสียชีวิตคือปริมาณ 3,000 ยูนิต.

      โบท็อกซ์ยับยั้งการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ โดยจับกับ receptor site บน motor nerve terminal เข้าสู่ปลายประสาท และยับยั้งการหลั่ง acetylcholine. เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อในขนาดที่ใช้รักษาทั่วไป จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อขาดการรับรู้ เมื่อกระแสประสาทถูกตัดขาดจะมีผลทำให้กล้ามเนื้อฝ่อ เส้นประสาทจะมีการงอกใหม่และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้ออีกครั้ง ทำให้อาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อดีขึ้น

      ฤทธิ์การทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตของโบท็อกซ์จะช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อที่มาก
ผิดปกติ จึงใช้รักษาอาการหนังตากระตุก และตาเหล่.

       ทางด้านผิวหนังในปัจจุบัน การใช้สารโบท็อกซ์รักษารอยเหี่ยวย่นจะได้ผลดีกับรอยย่นที่เกิดจากกล้ามเนื้อใบหน้าหดรั้งตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อซีกครึ่งบนใบหน้า (ภาพที่ 1)
ซึ่งได้แก่ รอยย่นที่หน้าผาก, รอยย่นที่หัวคิ้ว, รอยตีนกา.


(ภาพที่ 1)


รอยย่นที่หน้าผาก (forehead wrinkles) (ภาพที่ 2)
- ฉีด 10 ตำแหน่ง ตำแหน่งละ 2 หน่วยที่หน้าผากตามแนวรอยย่นของหน้าผาก โดยต้องอยู่สูงกว่าคิ้วอย่างน้อย 1 ซม.
- ไม่เหมาะสมที่จะฉีดในผู้ที่มีคิ้วต่ำและมีหนัง
ตาบนมากกว่าปกติ. - ตำแหน่งนี้ฉีดรวม 20 หน่วย

(ภาพที่ 2)


   รอยตีนกา (Crow's feet) (ภาพที่ 3)
- ฉีดที่ตำแหน่ง 1.5 ซม. จากขอบตาด้านนอกจำนวน 0.1 มล. ( 4 หน่วย) และที่จุด
1 ซม. เหนือและใต้จุดนี้.
- อาจฉีดใต้ตาแต่ต้องไม่เกินตำแหน่งกึ่งกลางตาดำ และต้องฉีดเหนือโหนกแก้ม (zygomatic arch).
-  ตำแหน่งนี้ฉีดรวม 12 - 20 หน่วย.

(ภาพที่ 3)
   รอยย่นที่หัวคิ้ว (glabellar line) (ภาพที่ 4)
- ฉีด 0.1 มล. (4หน่วย) ที่ 2 ข้างของกล้ามเนื้อใช้ขมวดคิ้ว (frown-corrugator muscles).
- ฉีด 0.1 มล. (4 หน่วย) ที่กึ่งกลางระหว่างและต่ำกว่ากล้ามเนื้อ brow procerus.
-  ตำแหน่งนี้ฉีดรวมทั้งหมด 12 หน่วย.

(ภาพที่ 4)

       สารที่ฉีดคือ botulinum toxin ชนิด A โดยบรรจุขวดละ 100 หน่วย ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าที่เกร็งตัวและเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น และทำให้หน้าดูคล้ายกำลัง "โกรธ, กังวล,
กลัว, เหนื่อยล้า, เจ็บปวด, เศร้า หรือแก่" คลายตัวลง (ภาพที่ 5)
และทำให้ริ้วรอยจางและใบหน้าแจ่มใสชวนมองขึ้น สารพิษนี้จะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ประมาณ
4 - 6 เดือน และต้องฉีดซ้ำ ซึ่งกล้ามเนื้อมักคลายตัวอยู่ได้นานขึ้นเรื่อย ๆ (ภาพที่ 6)


(ภาพที่ 5)

(ภาพที่ 6)

      โดยทั่วไป แพทย์จะละลายยาขนานนี้ด้วยน้ำเกลือ 0.9 % ปราศจากสารกันบูด
จำนวน 2.5 มล./ 1 ขวด ทำให้ได้โบท็อกซ์ขนาด 4 หน่วย ต่อการฉีด 0.1 มล. โดยนิยมใช้เข็ม
ขนาด 30 ยาว 0.5 นิ้ว เป็นเข็มเล็กที่สุดและเจ็บน้อยที่สุด ซึ่งอาจฉีดได้ทันที หรือทายาชาเฉพาะที่ EMLA (lidocaine 2.5 % และ prilocaine 2.5 %) 45 นาทีก่อนฉีด. แพทย์บางท่านใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่จะฉีดก่อน และมักจะฉีดในท่านั่งเอนศีรษะไปด้านหลัง. ผู้ป่วยจะต้องยิ้ม, ขมวดคิ้ว, เลิกหน้าผาก เป็นต้น เพื่อตรวจสอบตำแหน่งของกล้ามเนื้อในแต่ละตำแหน่งที่จะฉีด. ต้องระวังว่าผู้ป่วยบางรายอาจเป็นลมตกเก้าอี้เพราะความกลัวเข็ม.

       เทคนิคทั่วไปคือ ต้องค่อย ๆ ฉีดขึ้นข้างบนในทิศทางออกจากเบ้าตาหรือคิ้ว และต้องไม่
ฉีดทั้ง 3 ตำแหน่ง คือ ที่หน้าผาก, หัวคิ้ว และตีนกาพร้อมกันในครั้งเดียว. ตำแหน่งที่ควรฉีดคือ
1. รอยย่นที่หัวคิ้ว + รอยตีนกา หรือ 2. รอยย่นที่หน้าผาก + รอยตีนกา ส่วนตำแหน่งที่เหลือควรฉีดใน
1 - 2 สัปดาห์ต่อมา

       ข้อควรระวังและข้อปฏิบัติของผู้ที่รับการฉีดโบท็อกซ์
1. งดการกินยาแก้ปวดจำพวกแอสไพรินและยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ได้แก่ azapropazone, diclofenac, diflunisal, ethodolac, fenbufen, fenoprofen, flubiprofen, indomethacin, ibuprofen, ketoprofen, ketorolac, mefenamic acid, nabumetone, tiaprofenic acid, naproxen, piroxicam, sulindac, tenoxicam, tolmetin, และยากลุ่มลดเกล็ดเลือด
(antiplatelet) และลดการแข็งตัวของเลือดคือ alteplase, streptokinase, urokinase,
heparin, warfarin อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีด

2. การประคบด้วยความเย็น (ice packs) ตรงตำแหน่งที่ฉีดก่อนและทันทีที่ฉีด จะช่วยลดอาการปวดและลดการเกิดรอยช้ำจ้ำเลือดได้

3. ต้องไม่ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ ได้แก่ amikacin, kanamycin,
dibekacin, tobramycin, netilmicin.

4. ห้ามนวดคลึงบริเวณที่รับการฉีดยา แต่ควรเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดที่ได้รับการฉีดทุก 15 นาที
เป็น เวลา 1 ชั่วโมง.

5. ห้ามนอนราบ 2 - 3 ชั่วโมง หลังฉีดยา

6. ห้ามฉีดในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะยังไม่มีรายงานความปลอดภัย 100 % ห้ามฉีดในผู้ที่ให้
นมบุตร ในผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงคือ myasthenia gravis หรือ Eaton - Lambert syndrome ในผู้ที่มีประวัติแพ้แอลบูมิน (albumin) เพราะตัวยามีส่วนประกอบของสารนี้อยู่.

        ข้อแทรกซ้อนที่อาจพบได้ คือ
1. รอยช้ำจ้ำเลือด (bruising) พบได้บ่อยเมื่อฉีดรอยตีนกา.
2. บวมบริเวณที่ฉีด.
3. ปวดบริเวณที่ฉีด หรือปวดศีรษะเป็นเวลานาน 2 - 3 ชั่วโมงหลังฉีด.
4. หนังตาบนตก ซึ่งมักหายไปได้เองใน 2 สัปดาห์
5. อาจทำให้ใบหน้าแลดูไม่เป็นธรรมชาติ แสดงสีหน้าไม่ได้ แต่มักไม่เกิดหากไม่ฉีดเกินแนวกึ่งกลางตาดำออกมาด้านนอก จึงไม่แนะนำให้ฉีดในดารา นักแสดง นักการเมือง ทหาร ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อใบหน้าแสดงอารมณ์โกรธ ก้าวร้าวไม่พอใจ.
6. ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภูมิคุ้มกันต่อตัวยาและทำให้เกิดอาการดื้อยาขึ้นได้.
7. ยังไม่มีรายงานของการแพ้ยาอย่างรุนแรง หรือผลเสียต่ออวัยวะภายในร่างกาย. องค์การอาหาร
และยา (FDA) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติให้ใช้ยานี้แบบ "on label" therapy ในปี
พ.ศ. 2532 สำหรับรักษาหนังตากระตุก ตาเข ตาเหล่ และอาการกล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งครึ่งซีก (hemifacial spasm) อย่างมีประสิทธิภาพ (effective) และปลอดภัย (safe).

        ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ได้เสนอให้ใช้ใน adductor spasmodic dysphonia, oromandibular dystonia และ cervical dystonia. การรักษารอยย่นด้วยโบท็อกซ์ยังจัดเป็น " off-label" เช่นเดียวกับการรักษา Meige's syndrome, sphincter dysfunction, tremor disorders, juvenile cerebral palsy และspasticity
disorders อื่น ๆ.

        อย่างไรก็ตาม การใช้โบท็อกซ์รักษารอยย่นของใบหน้านั้น มีการใช้กันอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ยุโรป และทั่วโลก มาประมาณ 7 ปี พบว่าได้ผลดีชัดเจน มีความปลอดภัยสูง และมีผลแทรกซ้อนต่ำ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและผู้ป่วยต้อง
ฉีดซ้ำใน 4 - 6 เดือน และมีแนวโน้มว่าการฉีดครั้งต่อ ๆ ไปจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้นานขึ้น.

(บทความของ น.พ.ประวิตร พิศาลบุตร ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร "คลินิก" กรกฎาคม 2543)

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาร Botox ได้ที่ www.botox.com